ข้อด้อยของคนเก่ง

posted on 08 Jun 2016 00:09 by yukinomori directory Idea

ข้อด้อยของคนเก่ง

 

หลายวันก่อนเพื่อนสนิทได้ตั้งคำถามกับผมว่า “รู้สึกยังไงที่เกิดมาเก่ง”

ผมตอบกลับไปว่า “มันน่าเบื่อนะ” บทสนทนาจบลงแค่นั้น แต่ในหัวผมมีเหตุผลล้านแปดที่อยากบอกเพื่อนว่าทำไมมันถึงน่าเบื่อ ทุกอย่างในหัวผมมันหมุนวนก่อเป็นรูปร่างและมีเพียงผมที่เข้าใจสิ่งที่อยู่ในหัวผมว่ามันคืออะไร ด้วยข้อมูลที่มหาศาลนี้จึงไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ในทันที....

คำว่า “เก่ง” สำหรับผมคือคนที่สามารถเข้าอะไรต่างๆได้อย่างรวดเร็ว หรือพูดง่ายๆคือเรียนรู้เร็ว จนทำให้มีตรรกะที่แปลกแตกต่างไปจากสามัญชน (เว่อร์ไปป่ะเนี่ย 555) ไม่ใช่คนเก่งที่เกิดจากความพยายามหาความรู้ ขวนขวายอ่านหนังสือเรียนแทบตายเพื่อให้ได้เกรดสวยๆ มองเผินๆผมดูเหมือนจะเป็นเด็กเนิร์ดธรรมดา

แล้วมันเกี่ยวกับคำตอบของคำถามของเพื่อนผมยังไงน่ะเหรอ?

เพื่อนผมคนนี้เป็นคนที่เรียนรู้ได้ช้าเมื่อเทียบกับผม แต่ข้อดีของเขาคือสามารถรับรู้บรรยากาศรอบข้างได้ดีกว่าผม เขามักจะสังเกตเห็นพฤติกรรมของเพื่อนร่วมห้องทั้งในด้านดีและด้านที่ไม่ดี

ใช่ รวมถึงผมด้วย ที่เขารับรู้ได้ว่าผมเป็นคนยังไง และผมก็ดีใจที่เขาบอกว่าเขาเป็นตัวของตัวเองที่สุดเมื่ออยู่กับผม ผมเองก็เช่นกัน ผมเลยอยากแชร์ความรู้สึกกับเขา เราเคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับปมของตัวเองให้ซึ่งกันและกันฟัง นั่นคงเป็นเหตุผลที่เขาเข้าใจในตัวผม และตั้งคำถามนั้นกับผม แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถตอบคำถามของเขาให้เขาเข้าใจกระจ่างได้....คิดทันนะ แต่พูดไม่ทันตามสิ่งที่คิด.....

เอาล่ะ ต่อจากนี้ผมจะตอบคำถามนั้นแล้วล่ะ

ตั้งแต่เด็ก ผมไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือหลายๆรอบ เพียงแค่ตั้งใจเรียน ฟังครูสอนทั้งคาบ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ผมไม่ต้องดิ้นรนอะไร หลายๆปัญหาในวัยเด็กถูกแก้อย่างง่ายดาย แต่มันก็คือปัญหาระดับของเด็กไม่ถึง 10 ขวบ ความเก่งของผมคงอยู่จนถึงม.ต้น แต่ปัญหาเริ่มยากขึ้น ยากขึ้น ถึงอย่างนั้นผมก็ยังไม่เคยรู้สึกผิดหวัง แม้กระทั้งผมสอบเข้าม.ปลายในโครงการพิเศษได้ในตำแหน่งตัวสำรอง ทั้งๆที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือหรือฝึกทำแบบฝึกหัดเป็นบ้าเป็นหลัง ผมไม่เคยต้องพยายามทำอะไรเลย

ชีวิตม.ปลายเริ่มทำให้ผมรู้จักกับความผิดหวัง ยังมีคนที่เก่งกว่าผม เป็นครั้งแรกที่สอบได้ที่ท้ายๆของห้อง และผมก็เริ่มหมดความมั่นใจในตัวเอง

ใช่...ผมมีภูมิต้านทานความล้มเหลวไม่เพียงพอ รู้สึกได้เลยว่าวุฒิภาวะของผมต่ำกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด

หลังจากจบม.ปลาย ผมก็คาดหวังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในคณะที่การแข่งขันสูง แต่ผมชะล่าใจ คิดว่าตัวเองเก่งพอ ไม่ต้องอ่านหนังสือ เลยพลาดคณะที่ใฝ่ฝันไป อันที่จริงก็แค่คาดหวังไปงั้น ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฝันที่แท้จริง ตัวตนที่ผมอยากเป็นจริงๆคืออะไรด้วยซ้ำ

ไร้จุดหมาย....ต่อให้เก่งแค่ไหนก็เคว้งคว้าง.....

ใช่ครับ มันน่าเบื่อ นู้นก็อยากทำ นี่ก็อยากทำ แต่ผมยังมีความพยายามและความอดทนไม่พอที่จะทำให้ทุกสิ่งสำเร็จ

หลังจากนั้นผมซิ่วแล้วเข้าเรียนต่อในสาขาเดิมเพียงแต่ต่างมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นคณะในสายวิทยาศาสตร์ที่ผมคิดว่าตัวเองถนัด และน่าจะทำได้ดี ผมไม่ได้ตั้งใจเรียน 100% แต่กลับได้คะแนนดี กลายเป็นคนที่เก่งระดับทอปของสาขา ถึงจะไม่ใช่ที่หนึ่งก็ตาม แต่ผมมักจะเรียนได้คะแนนดีเสมอ แม้กระทั่งวิชาที่ผมไม่ค่อยถนัด ผมก็ไม่เคยทำได้ต่ำกว่าเกรด C เลย ทรานสคิปของผมมีเพียงแค่ A B+ หรือ B เป็นส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะได้ต่ำกว่า B แต่เมื่อขึ้นปี 2 ผมเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเลือกมันไม่ใช่ และเริ่มรู้สึกว่าทนเรียนเสียมากกว่าชอบเรียน (แต่ก็ชอบลงทะเบียนเรียนวิชาอื่นที่สนใจแต่ไม่เกี่ยวกับสาขาตัวเองอยู่เรื่อยๆ)

และ.....ผมมั่นใจว่าผมเลือกทางผิดในปีสุดท้ายของการศึกษาในมหาวิทยาลัย

กูไม่น่าเลือกสาขานี้เล้ยยยยยยยยย (เพิ่งจะมากระจ่างในโปรเจคก่อนเรียนจบ)

ผมเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเองในระดับหนึ่ง ชอบสังเกต เก็บรายละเอียดในจุดเล็กจุดน้อย ขี้กังวล ผมมีการวิเคราะห์ผลการทดลองได้ค่อนข้างดี นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ที่ปรึกษาโปรเจคบอกกับผม เธอบอกว่าผมเก่งนะ สามารถเข้าใจอะไรต่างๆได้ง่าย ชอบรายงานที่ผมวิจารณ์ผล ถ้ามีเวลามากกว่านี้ เธอจะฝึกให้ผมเป็นโปรในเทคนิคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย พูดง่ายๆคือผมเหมาะที่จะเป็นนักวิจัยนี่แหละ แต่เลือกผิดสายไปหน่อย ถ้าเป็นไปได้คงจะเลือกสายวิทย์เหมือนกัน แต่เป็นสายที่ผมสนใจจริงๆมากกว่า

ถ้าคุณอ่านถึงตรงนี้แล้วยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นข้อด้อยของคนเก่งอย่างไร?

งั้นจะสรุปให้ฟังง่ายๆนะ ความเก่งนี้ทำให้ไม่ต้องพยายามก็สำเร็จได้ง่ายๆ  เพราะไม่ต้องพยายาม เลยรู้สึกว่ามันไม่ท้าทาย มันน่าเบื่อ พอเจอในสิ่งที่ต้องใช้ความพยายาม กลับรู้สึกว่าไม่อยากทำ นั่นแหละเป็นข้อด้อยของผมครับ

ย้ำอีกครั้ง นิยามความเก่งของผมไม่ใช่พวกที่อ่านหนังสือเป็นบ้าเป็นหลัง แต่ก็ไม่ได้เก่งขนาดอัจฉริยะ เรียนปุ๊บ บรรลุปั๊บ เป็นความเก่งที่ค่อนไปทางอัจฉริยะ แต่ก็ไม่ถึงขั้นอัจฉริยะ

และผมคิดว่าคงจะมีคนที่เก่งแบบผมอยู่ไม่น้อย ถ้าเขาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมให้เขารู้จักพยายามและอดทนทำในสิ่งที่ไม่อยากทำจนสำเร็จได้ ก็ยินดีด้วยนะครับ คุณสามารถพัฒนาตัวคุณได้อีก แต่สำหรับผมคงต้องทำลายกำแพงนี้ให้ได้เสียก่อน จึงจะก้าวข้ามมันไปได้

หมายเหตุ ผมเป็นคนเก่งที่ไม่ได้เพอร์เฟคหรอกนะ เพราะอย่างที่บอก ผมเป็นคนช่างสังเกต เวลาที่ทำอะไรสักอย่างก็จะมุ่งอยู่แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า จนตัดสิ่งแวดล้อมรอบข้างออก (พวกโลกส่วนตัวสูง) ไม่ค่อยพูด มักจะฟังและดูเพื่อนคุยกันมากกว่า เลยสื่อสารไม่เก่ง (คนที่เข้าใจในสิ่งที่ผมติวให้ได้เนี่ย ต้องเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กะผมบ่อยๆ จึงจะสื่อสารกับผมรู้เรื่อง(ฮา)) ขี้กังวล เลยคิดมากกับหลายๆเรื่อง เข้าขั้นเครียดง่ายเลยล่ะ แต่ผมก็คิดนะ ถ้าผมไม่ใช่คนแบบนี้ ผมก็อาจจะไม่ได้เก่งก็ได้

......ตอนนี้เลยรู้สึกว่าคนเก่งกับคนบ้าต่างกันแค่เส้นกั้นบางๆเท่านั้นเอง.........